Cape Town Wine Routes

ท่องเส้นทางเมรัยแห่งกาฬทวีป

(ตีพิมพ์มาแล้วในนิตยสารไฟน์เด)

001_dsc_0087
 Cape of Good Hope ภาพถ่ายจากจุดชมวิวที่ Cape Point
          ณ จุดที่ มหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรอินเดียมาบรรจบกัน คือ  Cape Alguhas แหลมที่อยู่ปลายสุดของทวีปอาฟริกาใต้ ทวีปนี้ค้นพบโดย ชาวโปรตุเกส ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุและจุดสำคัญของการพาณิชย์ทางทะเล ทำให้ชาวต่างชาติอื่นๆเข้ามาในดินแดนนี้ด้วยคือ ชาวดัตช์ และชาวอังกฤษ แต่สิ่งที่ทำให้คนไทยหลายคนรู้จักประเทศอาฟริกาคือ ดินแดนที่ยื่นออกไปทางมหาสมุทรแอตแลนติกที่เรียกว่าแหลมกู้ดโฮป หรือ Cape of Good Hope อยู่ใน Cape Town
002_dsc_0220
 Table Mountain ตอนที่ไปวันแรก มืดฟ้ามัวฝนมากๆ มีคนบอกว่า Table Mountain มี table cloth คลุมไว้ ภาพนี้ถ่ายจากเนิน บริเวณ Cape Malay
003_dsc_0223
 มุมมองของเมืองจากเนินเขาที่  Cape Malay อากาศที่ Cape Town ดีมากๆ เพราะมี Cape Doctor ลมจากทะเลที่พัดเข้ามาในฝั่งแล้วหอบเอามลพิษทั้งหลายลงทะเลไปด้วย ทำให้เมืองนี้เหมาะแก่การพักฟื้น
          ตามตำราสังคมศึกษา ปัจจุบัน Cape Town เป็นเมืองตากอากาศของมหาเศรษฐีหลายๆคน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำรายได้มาให้ประเทศ ที่สำคัญที่นี่ยังเป็นแหล่งปลูกองุ่นหลากหลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์สุดฮิตได้แก่ Pinotage, Shiraz, Merlot, Cabernet Sauvignon,  Sémillon และ Sauvignon Blanc ด้วยผลผลิตองุ่นที่มากมายจึงผลิตไวน์จนโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในประเทศไทยก็มีชื่อที่คุ้นเคยกันดี เช่น  Goiya, Robertson, Two Oceans นอกจากจะขายไวน์แล้วแหล่งผลิตไวน์ต่างๆเหล่านี้ ยังผันตัวเอง เป็น รีสอร์ท รับจัดงานแต่งงานและงานเลี้ยงต่างๆ อย่างครบวงจร
มาค่ะ เรามาเดินทางร่ำเมรัยด้วยกันเมืองนี้นอกจากสวยแล้วไวน์เขาอร่อยจริงๆ
004_dsc_0013
ทางไปเดินป่าที่ Cederberg ผ่านแหล่งผลิตไวน์ Goiya ด้วย เวลาเห็นแหล่งผลิตไวน์ที่ทำเราหัวราน้ำมาแล้วนี่ มันใจเต้นดีจริงๆ 5555

Groot Constantia

005_dsc_0047
ห้องบ่มไวน์ควบคุมอุณหภูมิ
             ในเขตตัวเมืองมีแหล่งผลิตไวน์เก่าแก่ที่สุดใน Cape Town นามว่า Groot Constantia เล่ากันว่าที่นี่เป็นที่แรกที่เริ่มการปลูกองุ่น โด่งดังจนมีชื่ออยู่ใน เรื่อง Sense and Sensibility นวนิยายโด่งดังของ Jane Austen กว่า 325 ปีที่ Groot Constantia ได้ผลิตไวน์และกวาดรางวัลต่างๆมาแล้วมากมาย ในวันนี้ Groot Constantia มีทั้งห้อง Tasting และพิพิธภัณฑ์ บังเอิญว่าวันที่ไปนั้นมัวแต่เทสเพลินไปหน่อย จนพิพิธภัณฑ์ปิดเลยอดเข้าชม สนนราคาการเข้าเยี่ยม Cellar และ Tasting ตอนกลางวันแค่ 100 Rand (ราวๆ 350 บาทในภาวะที่เงินไทยกำลังแข็งแรง) ได้ชม Cellar เทสต์ไวน์แต่ละตัวที่ขาย เมื่อชิมแล้วก็ซื้อหากลับได้ในราคาไม่แพง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที แบ่งเป็นรอบคือ 10,11,12 ในช่วงเช้า และบ่ายคือ 1,2,3,4
006_dsc_0035 ผลผลิตของ Groot  Constantia
แผนที่ค่ะ

Haute Cabrière  และ Rockety Bridge Winery

Wine อร่อยของ  Franschhoek

007_dsc_0111วิวจากเกสท์เฮ้าส์ที่ไม่ไกลจากแหล่งผลิตไวน์เท่าไหร่

        จากตัวเมืองแล้วมุ่งขึ้นไปทางเหนือแวะที่เมืองฟร้านช์ฮู้ก  Franschhoek หมายถึง French Corner เพราะมีคนฝรั่งเศสอาศัยอยู่ที่นี่มาก อากาศที่นี่สะอาด หอมกลิ่นดอกไม้ อาหารอร่อย เพียงย่างเข้าเมืองนี้ก็รู้สึกสบายและเจริญอาหารเป็นพิเศษ เป็นเมืองโรแมนติกที่ผู้คนมักจะมาแต่งงานกัน ครั้งนี้ได้มีโอกาสเยือนไร่องุ่นที่บรรยากาศดีมากๆ ถึง 2 ที่ คือ Haute Cabrière Home of Piere Jourdan และ Rockety Bridge Winery

Haute Cabrière

008_dsc_0136
ประตูทางเข้า สีน่ารักมาก เหมือนเข้าไปแล้วจะเจอ บิลโบ
           ใครที่เคยดูเรื่อง Lord of the Ring คงจะคิดว่า Haute Cabrière ช่างเหมือนบ้านของ Bilbo Bakins จริงๆ จากซุ้มประตูโค้งเดินผ่านห้องโถงก็จะพบกับร้านอาหาร และส่วนที่เป็นไวน์เทสติ้ง ส่วนที่เป็น Cellar นั้น อยู่ใต้ดินลงไปอีก Haute Cabrière ก่อตั้งโดยชาวนาฝรั่งเศส (หรือที่คนที่นั่นเรียกว่า French Huguenot) ตั้งแต่ปี 1694 ไวน์ที่นี่มีขายอยู่ 3 ตัว ปัจจุบันนี้ คือ Pinot Noir 2009, Chardonnay Pinot Noir 2012, Unwooded Pinot Noir 2011 หกขวดตกราคาขวดละ 160 Rand พระเจ้า บ้านนี้เมืองนี้ช่างน่าอยู่เป็นที่สุด จะด้วยบรรยากาศ หรือรสอร่อยของไวน์จริงๆไม่แน่ใจ ทำให้เงินในกระเป๋าแปรสภาพเป็นไวน์หกขวดอย่างรวดเร็ว ห้องชิมไวน์เปิด 9.00-17.00 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ วันเสาร์ เปิดเวลา 10.00-16.00 น. และ วันอาทิตย์เปิดเวลา 11.00-16.00 น. จำไม่ได้ว่าจ่ายเงินชิมหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆ ทีมนี้ซื้อของไปกันเยอะเชียว
009_dsc_0139
 เปิดเข้าไปด้านใน ก็จะเจอบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้
010_dsc_01471
Wine Paring กับอาหาร บรรยากาศดีมากๆ
แผนที่ค่ะ

Rockety Bridge Wine Estate

011_dsc_0129
พื้นที่จัดงานแต่งงาน
         ออกจาก Haute Cabrière มุ่งหน้าไปยัง อีกที่หนึ่งคือ Rockety Bridge Wine Estate สถานที่ๆ นี่สวย หวาน เหมาะกับการจัดงานมาก การออกแบบกลมกลืน มีทั้งส่วนที่ร่มรื่นที่เทอร์เรซด้านนอก มีโรงแรมให้นักท่องเที่ยวพัก เหมาะกับการถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง ในนี้มีความสะดวกสบายครบครัน เข้ามานั่งโซฟาปุ๊บก็ถามเรื่องการเทสไวน์เลย ราคา 20 Rand ต่อคน (70 บาทเท่านั้นเอง) ได้ไวน์ประมาณ ห้าแก้ว ถ้าซื้อไวน์ก็จะคืน 20 Rand นี้ให้ หากนั่งถึงเย็น จะมองเห็นวิวฟรานชฮู้กตอนพระอาทิตย์ตกดินสวยมาก ตัวไวน์จริงๆแล้วชอบ Haute Cabrière ค่ะ แต่ ความงาม Rockety Bridge กินขาดจริงๆ ช่วงเดือนธันวาคม- มีนาคม เปิด 10.00-19.00 น. เฉพาะวันอาทิตย์ เปิด 10.00-17.00 น.
012_dsc_0126
นั่งตรงนี้จะเห็นวิวพระอาทิตย์ตกดินสวยมาก …พนักงานบอกนะคะ ไม่ได้อยู่ดูเพราะต้องไปชิมไวน์ต่อ

Blaauwklippen ของดีแห่ง Stellenbosch

013_dsc_0185
ข้างในเป็นร้านขายของชำย้อนยุค เหมือนหลุดเข้าไปในร้านขายของเมื่อร้อยปีก่อน
              จากฟรานชฮู้ก ไปทางตะวันออก ไปเที่ยวเมืองน่ารักๆอีกเมืองคือ Stellenbosch มีร้านขายของเก่าแบบย้อนยุคชื่อดัง ที่คนขายน่าจะมีชีวิตมาตั้งแต่สองศตวรรษที่แล้ว และที่สำคัญมี Blaauwklippen Wine Estate ไวนเนอร์รี่ น่ารักๆ ที่ทำให้คุณไม่อยากจากเมืองนี้ไปเลย Blaauwklippen เรียกว่าเป็นบ้านขององุ่น Zinfandel ที่มีรากเหง้ามาจากอิตตาลี ไปได้ดิบได้ดีที่อเมริกาและแอบมาเริงร่าท้าแดดท้าฝนที่อาฟริกาใต้ ที่นี่มีรถม้าโบราณวิ่ง หรือใครจะถ่ายรูปบนรถม้าก็ได้ ด้านในมีการเทสไวน์ 2 แบบ คือแบบโปรๆ คือ Formal Tasting และ แบบไม่เกร็งมากคือ Informal Tasting มี Cellar tour ค่าใช้จ่าย 75 Rand ต่อคนหรือราวๆ 226 บาท เลือกไวน์ที่คิดว่าชอบได้ 5 แก้ว มีช็อคโกแลตให้แกล้มคู่กับไวน์ที่เหมาะสม สำหรับคนที่ชอบฟังเรื่องไวน์หรือถกกันเรื่องไวน์ที่นี่น่าจะเป็นที่ๆเหมาะสมที่สุดค่ะ
014_dsc_0160
จำนวนแก้วที่เทสต์ ตอนซื้อบัตรแล้ว ข้างๆ จะมีแครกเกอร์ กับน้ำเอาไว้ให้ล้างปาก
015_dsc_0172 อาคารขายไวน์ด้านหน้า
016_dsc_0170
 รถม้าเที่ยวชมไร่องุ่น
017_dsc_0156
 ไปช่วงที่องุ่นกำลังออกพอดี โชคดีมากๆ ค่ะ
018_dsc_0266
ซื้อไวน์มาแล้วเลย เอามาดื่มแกล้มตะวัน ริมทะเลที่ Onrus 
         นอกจากการเที่ยวตะลอนไปตามแหล่งผลิตไวน์ต่างๆ แล้วชาวบ้านนอกจากเมืองไทยก็ยังมีโอกาสได้โฉบไปซูปเปอร์มาร์เก็ต ในตัวเมืองเคปทาวน์ เห็นราคาไวน์แล้ว อยากจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นซะเลย ทั้งถูกและรสชาติดี เพราะอยู่ใกล้แหล่งผลิต ตอนกลับเมืองไทยยังรู้สึกเสียดายว่า หากภาษีเมืองไทยไม่ได้สูงมาก หากไวน์ไม่ได้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หากเรารู้จักเก็บรักษาไวน์เหมือนอย่างที่เราชอบกิน เราทุกคนคงได้ประสบการณ์ไวน์ที่ดีมากขึ้น และได้มีความสุขกับการร่ำไวน์มากขึ้น ดีกว่าให้ความสนใจเพียงเรื่องภาพลักษณ์และยี่ห้อของไวน์
ไวน์ขวดละหมื่นหากเก็บไม่ดี ก็มีค่าน้อยกว่าCooking wine

You Might Also Like

No Comments

Leave a Reply